0 |
| ทำอย่างไรดีเมื่อเกิดการต่อต้าน การเปลี่ยนแปลงในองค์กร |
|
ทำอย่างไรดีเมื่อเกิดการต่อต้าน การเปลี่ยนแปลงในองค์กร
สำหรับผู้บริหารที่ต้องเผชิญกับปัญหาการต่อต้านของพนักงานที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในองค์กร มักจะมีความ กังวลว่าจะมีวิธีใดที่ที่ให้ข้อกำหนดของ การเปลี่ยนแปลงได้รับการตอบสนอง และจะทำอย่างไรเพื่อที่จะให้พนักงานไม่ เกิดความกังวล ดังนั้นในที่นี้ผมขอเสนอวิธีเบื้องต้นที่จะนำมาใช้ในการจัดการการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร ดังต่อไปนี้
1.เตรียมความพร้อม (Preparing)
เป็นการศึกษาโดยให้ความสำคัญปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ซึ่งทางองค์กร ควรจะให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้
- โครงสร้างขององค์กรเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจมีผลกระทบต่อโครงสร้างองค์การซึ่งจะส่งผลให้องค์การมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นมักจะส่งผลต่ออำนาจในการบริหาร เช่น การรวมอำนาจหรือการกระจายอำนาจ การลดจำนวนลำดับชั้นในองค์การ การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในการประเมินบุคลากร เป็นต้น
- กระบวนการทำงาน เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนโครงสร้างองค์การซึ่งทำให้เกิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลต่อกระบวน การตัดสินใจและทิศทางการทำงาน
- บุคลากร การเปลี่ยนแปลงนั้นมีความเกี่ยวข้องกับบุคลากรในองค์การโดยตรง คือ องค์กรต้องคำนึงถึงความรู้สึกและพฤติกรรมของบุคลากรเหล่าที่มีต่อการตอบสนองการเปลี่ยนแปลง เช่น แนวโน้มขององค์กรที่ต้องการพนักงานที่ทำงานได้หลากหลายขึ้น (Generalized) ดังนั้นองค์กรจะมีวิธีใดในการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถนั้นสามารถพัฒนาความสามารถในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์การและทำให้ผลการปฏิบัติงานมีคุณภาพดีขึ้นการเปลี่ยนแปลงนั้นมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงขนาดองค์การเพื่อให้สามารถทำการผลิตได้มีประสิทธิผลมากที่สุด
2.เริ่มวางแผน (Planning)
หลังจากองค์กรได้ทำการเตรียมความพร้อมสำหรับที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วองค์กรจะเริ่มวางแผนสำหรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งแผนนั้นควรจะคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
- ระยะเวลาที่เหมาะสม เมื่อไหร่ที่องค์กรควรจะเริ่มทำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจริงๆ แล้วการเริ่มต้นทำงานเร็วเกินไปไม่ได้หมายถึงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากการเริ่มต้นเร็วนั้นอาจทำให้ขาดการวางแผนและขาดการสนับสนุน ที่เพียงพอแต่ถ้าเริ่มต้นทำงานช้าเกินไปอาจทำให้เกิดความสูญเสียได้เช่นเดียวกัน
- วางแผนการสื่อสาร ผู้บริหารจะต้องแจ้งให้พนักงานที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทราบถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้าโดยแจ้งให้ทราบถึง เหตุผลของการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง และต้องพยายามให้พนักงานเกิดทัศนคติแง่ลบการการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด
- การจูงใจ หลายๆ ครั้ง การจูงใจได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความร่วมมือและการสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการสื่อสารอย่างเดียวอาจจะมีประสิทธิภาพ ไม่มากพอซึ่งการสร้างสิ่งจูงใจสำหรับผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นจะสามารถลดปัญหาการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงได้
3.สร้างการเปลี่ยนแปลง (Pushing)
หน้าที่ถัดมาหลังจากได้ทำการวางแผนแล้วนั้นผู้บริหารต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงเป็นการปฏิบัติการในการปรับแต่งสิ่งต่างๆ ให้แตกต่างจากเดิมซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีการเสริม แรงให้กับความเปลี่ยนแปลงเช่น นอกจากทางองค์กรได้ทำการชี้แจงให้บุคลากรในองค์การทราบถึงความเปลี่ยนแปลงแล้วทางองค์กรจะต้องแสดงความขอบคุณหรืออาจมีการมอบรางวัลแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือผู้บริหารอาจทำการสร้าง วิกฤตการณ์ย่อยๆ โดยปล่อยให้องค์กรเกิดปัญหานั้น โดยไม่มีการแก้ไขปัญหาจนกระทั่งลุกลามเป็นปัญหาเพื่อก่อให้เกิดการตื่นตัวเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุหรือสอดคล้องกับ เป้าหมาย
4.ประเมินและแก้ไข (Patch)
จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดการการเปลี่ยนแปลงซึ่งผู้บริหารจะต้องทำการรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทางองค์กรจะนำมาใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับเป้าหมายเพื่อประเมินว่าผลการทำงานที่เกิดขึ้นสามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่อีกทั้งเป็นการทบทวนผลที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรวมถึงการสื่อสารที่ถูกใช้ไปในขั้นต้น
สรุปผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงกระบวน การการเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญคือการวางบทบาทของตัวเองในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อตัดสินใจเลือกวิธีที่จะนำมาใช้ในการบริหารความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับองค์การอย่างเหมาะสม นอกจาก นี้องค์การเองก็จำเป็นจะต้องมีความยืดหยุ่นมีการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การบริหารความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อนักบริหารอย่างยิ่ง
ที่มา : สยามธุรกิจ
|
|
27737 ผู้เข้าเยี่ยมชม Copyright © 2006 ACS REGISTRARS
|
|